ความบกพร่องในการอ้างเหตุผล

30_041907_34.jpg

คำโฆษณาตัวเป้งกลางหน้าหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับ แผ่หราไว้ว่า

รวมพลังประชามติ
“เห็นชอบ”
รัฐธรรมนูญใหม่ ให้เมืองไทยมีการ
“เลือกตั้ง”

โปรดสังเกต คำว่า “เห็นชอบ” กับคำว่า “เลือกตั้ง” ต่างก็อยู่ในเครื่องหมายคำพูด ที่ขับเน้นคำทั้งสองในประโยคดังกล่าว พาให้ตีความได้ว่า คำทั้งสองมีความเชื่อมโยงกัน เหมือนจะสื่อความว่า การไปลงมติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การเลือกตั้งและขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองให้เดินหน้า

ซึ่งเป็นโฆษณาที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หลอกลวงผู้บริโภค

ซ้ำร้ายกว่านั้น กระแสที่ถูกพูดถึงต่อเกี่ยวกับโฆษณาชิ้นนี้ ไม่ได้มองว่ามันเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “หลอกลวง” แต่วิพากษ์กันเพียงระดับที่ว่า เนื้อความแบบนี้ถือเป็นการ “ชี้นำ” ว่าให้ไปลงมติ “รับ” หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน แล้วหลังจากนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ออกมาโต้แล้วว่า ไม่ได้ชี้นำ แค่ชักชวนกันไปตามเรื่องตามราวกระแสข่าวรายวัน

นอกจากเราจะถูกหลอกด้วยข้อมูลผิดๆ แล้ว (ด้วยเงินของเราเอง) ประชาชนส่วนใหญ่ ยังถูกปิดกั้นไม่ให้เห็นทางเลือกทางออกอื่นๆ ของการเมือง ที่หลากหลายมากกว่าแค่ไปลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติก็ยังไม่ถูกทำให้คลี่คลาย เช่น ถ้ามติออกมาว่าไม่รับร่างรธน. 2550 มันจะนำไปสู่อะไร ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทั้ง คมช., กมธ.ยกร่าง และ ส.ส.ร.จำเป็นต้องมีคำตอบชัดๆ ให้ประชาชนรู้แน่

และประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่อง “การใช้เหตุผล” ของทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน และกระแสตอบรับในสังคมเวลานี้

คมช.และรัฐบาลชอบที่จะพูดว่าการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่นั่นไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย

หากพูดกันตามหลักเหตุผล การรับร่างร่างธรรมนูญอาจเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง และหากตรองดูแล้ว เหตุที่การเลือกตั้งเป็นเป้าหมาย ก็เพราะคนไม่ต้องการอยู่ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร และไม่ต้องการยืดช่วงเวลาดำเนินการเพื่อการสืบทอดอำนาจด้วย

เพราะการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจได้ และมันก็ไม่ใช่วิถีทางเดียวที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นสิ่งที่คนในคณะรัฐมนตรีไม่พูดกัน

จึงมีผลออกมาเป็นโฆษณากรอกหู ด้วยการอ้างตรรกะผิดๆ ที่ตลกร้ายกว่านั้นคือ ในบางพื้นที่ มีสปอตวิทยุในสังกัดกองทัพออกอากาศเพลงเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงรับรองร่าง รัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา

แบบ นี้ ครีเอทีฟเอย ก้อปปี้ไรเตอร์เอย รวมถึงนักคิดในแวดวงโฆษณา ก็คงต้องร้องจ๊ากส์ เพราะปกติคิดงานขายสินค้าให้ลูกค้า ยังมีจรรยาที่จะไม่หลอกลวงกัน อย่างร้ายก็แค่บอกความจริงครึ่งเดียว ไม่ใช่การหลอกลวงด้วยข้อมูล และโฆษณาชวนเชื่อเช่นที่กระทำอยู่

นอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญแล้ว อีกเรื่องที่ฟังแล้วชวนขำขันในรัฐบาลชุดนี้ คือ คนบางกลุ่มเชื่อว่า กฎหมายแบบที่ประชาชนต้องการ ไม่ค่อยเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยหรอก แต่มักจะผลักดันได้ก็ต้องรอรัฐบาลรัฐประหาร และเราก็เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติออกมาจำนวนมาก ทั้งที่มาจากการเคลื่อนของนักวิชาการและภาคประชาชนบางส่วน รวมๆ แล้ว เวลานี้ ครม.ส่งกฎหมายไปรอที่ สนช.แล้วเกือบ 300 ฉบับ

จนเมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน รัฐมนตรีท่านหนึ่งก็ออกมาให้ข่าวว่า รัฐบาลจะยังไม่ผลักดันกฎหมายเรื่องภาษีมรดกและภาษีที่ดินเข้าสภาในเวลานี้ เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง จึงสมควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนดำเนินการมากกว่า

ถ้าเชื่อในเหตุผลของรัฐมนตรีท่านนี้ แล้วจะให้คิดอย่างไร กับกฎหมายอื่นๆ ที่คณะรัฐมนตรีผลักดัน?

ใครตอบที…

เครื่องเคียง….

หลังจากงุนงงกับวิธีอธิบายหรืออ้างเหตุผลในแบบที่อบอวลอยู่รอบข้างเราทุกวันนั้น ทำให้ไปค้นสมุดจดจากวิชาตรรกศาสตร์ (Logic) เจอข้อมูลที่พูดเรื่อง “ความบกพร่องในการอ้างเหตุผล” ว่าเกิดขึ้นได้ เมื่ออ้างบนพื้นฐานเหล่านี้

• ด่วนสรุปเกินไป ขนาดของสิ่งที่สรุปไม่มากพอ
• กลุ่มตัวอย่างที่อ้างถึงไม่ใช่ตัวแทนที่ดี
• เปรียบเทียบผิดพลาด สิ่งที่พูดถึงไม่อาจนำไปสู่ข้อสรุป
• เชื่อ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน เป็นเหตุของผลที่ตามมา โดยละเลยที่จะใส่ใจความเกี่ยวข้องระหว่างเหตุผล ซึ่งอาจจะเกิดจากความบังเอิญ (เช่น มักเผลอเชื่อกันว่าฟ้าแลบเป็นสาเหตุของฟ้าร้อง แต่จริงๆ เป็นเพราะแสงเดินทางเร็วกว่าเสียงต่างหาก)
• สับสนในการอ้างเหตุและผล (เช่น อาหารเน่าทำให้เกิดเชื้อรา จริงๆ ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเชื้อราที่ทำให้อาหารเน่า)
• สับสนระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์ ที่ต่างก็เป็นผลของเหตุเดียวกัน
• ไปเชื่อหรืออ้างบุคคล ตำรา ผู้เชี่ยวชาญ
• ใช้เหตุผลมาขู่ อ้างพรรคพวก อ้างจำนวน
• เอาความเห็นใจ ความสงสารมาเป็นข้ออ้าง เช่น การเขียนในรัฐธรรมนูญให้สงเคราะห์คนด้อยโอกาส …ทั้งที่เป็นสิทธิของเขา
• อ้างความไม่รู้ อาจเพราะยังไม่เคยมีใครพิสูจน์
• โจมตีคนอื่น โดยที่ไม่ได้โจมตีการอ้างเหตุผลของเขา
• ไม่พูดเหตุผล แต่วกไปสู่คำถาม
• อ้างเหตุผลผิดมาตั้งแต่แรก ก็นำไปสู่การอ้างผิดถัดๆ มา
• อ้างคนอื่นเป็นตัวอย่าง เช่น คนอื่นก็ทำกัน
• เตรียมข้อสรุปเอาไว้แล้ว แต่เหตุหรือข้ออ้างเหล่านั้นขัดแย้งกันเอง
• เลือกเอาแต่เหตุผลที่ตัวเองได้เปรียบมาใช้ โดยจงใจปกปิดแง่มุมอื่น
• เชื่อ ว่า ลักษณะแบบส่วนย่อยจะนำไปสู่ลักษณะส่วนรวม แต่ผิด เช่น โซเดียม กับคลอไรด์ ต่างก็เป็นสารพิษ เอามารวมกันเชื่อว่าน่าจะเป็นพิษ แต่มันคือเกลือแกง
• เชื่อว่าลักษณะแบบส่วนรวมจะนำไปสู่ส่วนย่อย เช่น เกลือดูไม่มีพิษ สารประกอบก็ไม่น่าจะมีพิษ


About this entry